วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษ

สารพิษ  ( Poisons)
สารพิษ หมายถึง  สารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายโดย การรับประทาน การฉีด การหายใจ หรือการสัมผัสทางผิวหนัง แล้วทำให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี อันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติ ปริมาณ และทางที่ได้รับสารพิษนั้น
ชนิดของสารพิษ
      สารพิษที่ทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์มาจากหลายแหล่งด้วยกัน อาจเป็นพิษจากสัตว์ เช่น  งูพิษ ผึ้ง แมลงป่อง   พิษจากพืช เช่น เห็ดพิษ ลำโพง   พิษจากแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว ฟอสฟอรัส สารหนู   และ พิษจากสารสังเคราะห์ต่าง ๆ เช่น  ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ยาอันตราย  รวมทั้งสารสังเคราะห์ที่ใช้ในครัวเรือนเช่น น้ำยาฟอกขาว น้ำยาขัดห้องน้ำ  เป็นต้น
สารพิษสามารถจำแนกตามลักษณะการออกฤทธิ์ ได้  ๔ ชนิด ดังนี้
  • ชนิดกัดเนื้อ (Corrosive )   สารพิษชนิดนี้จะทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไหม้  พอง ได้แก่  สารละลายพวก กรดและด่างเข้มข้น  น้ำยาฟอกขาว
  • ชนิดทำให้ระคายเคือง  (Irritants )      สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการปวดแสบ    ปวดร้อน และอาการอักเสบในระยะต่อมา ได้แก่  ฟอสฟอรัส  สารหนู  อาหารเป็นพิษ  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
  • ชนิดที่กดระบบประสาท (Narcotics )   สารพิษชนิดนี้จะทำให้หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ตื่น ม่านตาหดเล็ก ได้แก่  ฝิ่น  มอร์ฟีน พิษจากงูบางชนิด
  • ชนิดที่กระตุ้นระบบประสาท (Dililants)   สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง ใบหน้าและผิวหนังแดง ตื่นเต้นชีพจรเต้นเร็ว ช่องม่านตาขยายได้แก่  ยาอะโทรปีน ลำโพง
 
การประเมินภาวะการได้รับสารพิษ
       การได้รับสารพิษ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลที่รีบด่วน และเฉพาะเจาะจง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องประเมินจำแนกให้ได้ว่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยนั้น  ว่าเกิดจากสารพิษใด นอกจากประเมินอาการแล้ว ยังจำเป็นต้องสังเกตสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยร่วมด้วย ดังนี้
  • การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำลายฟูมปาก หรือมีรอยไหม้นอกบริเวณริมฝีปาก มีกลิ่นสารเคมีบริเวณปาก
  • เพ้อ ชัก หมดสติ  มีอาการอัมพาตบางส่วนหรือทั่วไป  ขนาดช่องม่านตาผิดปกติ อาจหดหรือขยาย
  • หายใจขัด หายใจลำบาก มีเสมหะมาก มีอาการเขียวปลายมือปลายเท้า  หรือบริเวณริมฝีปาก   ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี
  • ตัวเย็น  เหงื่อออกมาก  มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
สภาพการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่บ่งชี้ถึงภาวะการได้รับสารพิษ
  • เกิดอาการผิดปกติขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยที่ผู้ป่วยเป็นคนที่แข็งแรงสมบูรณ์มาก่อน
  • เกิดอาการขึ้นกับคนหลาย ๆ คน  หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน
  • ในบริเวณที่พบผู้ป่วยมีภาชนะบรรจุสารพิษ  หรือเป็นแหล่งของสัตว์มีพิษ  เช่น งูพิษ  แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ
  • มีปัญหาทางด้านจิตใจ ได้แก่  เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย มีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย ผิดหวังในชีวิต หรือการทำงาน มีศัตรูปองร้าย
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษ
จำแนกตามวีถีทางที่ได้รับ  ๓  ทาง ดังนี้
  • การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก
  • การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ
  • การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก
ผู้ช่วยเหลือต้องทำการประเมินผู้ที่ได้รับสารพิษก่อน  แล้วจึงพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ  ดังนี้
  • ทำให้สารพิษเจือจาง  ในกรณีรู้สึกตัวและไม่มีอาการชัก  โดยการดื่มน้ำชาซึ่งหาได้ง่าย แต่ถ้าได้นมจะดีกกว่า เพราะว่าจะช่วยเจือจางสารพิษแล้ว ยังช่วยเคลือบและป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร
  • นำส่งโรงพยาบาล  เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร
  • ทำให้ผู้ป่วยอาเจียน  เพื่อเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการนำส่งผู้ป่วย  เช่น  ใช้นิ้วล้วงคอ ใช้ไม้พันสำลีกวาดคอซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ รู้สึกอยากขย้อน อยากอาเจียน
ข้อห้ามในการทำให้ ผู้ป่วยอาเจียน
  • หมดสติ
  • ได้รับสารพิษชนิดกัดเนื้อ เช่น กรด ด่าง
  • รับประทานสารพิษพวก น้ำมันปิโตรเลียม เช่น น้ำมันก๊าด เบนซิน
  • มีสุขภาพไม่ดี  เช่น โรคหัวใจ
๔. ให้สารดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร  เพื่อลดปริมาณการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย สารที่ใช้ได้ผลดี คือ Activated charcoal มีลักษณะเป็นผงถ่านสีดำ ใช้ ๑ ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ ๑ แก้ว ให้ ผู้ป่วย ดื่ม  ถ้าหาไม่ได้ อาจใช้ไข่ขาว ๓ - ๔ ฟอง ตีให้เข้ากันให้ ผู้ป่วยรับประทาน  ซึ่งควรใช้ในกรณีดังต่อไปนี้
  • รับประทานสารพิษเข้าไปเกินครึ่งถึง ๑ ชั่วโมง เพราะสารพิษผ่านกระเพาะอาหารลงไปยังลำไส้แล้ว การให้อาเจียนอาจไม่ได้ผล
  • หลังจากทำให้อาเจียนแล้ว ไม่แน่ใจว่าสารพิษจะถูกขับออกมาหมดโดยการอาเจียน
  • ไม่สามารถทำให้ ผู้ป่วยอาเจียนได้
  • นำส่งโรงพยาบาล เมื่อให้การปฐมพยาบาลแล้ว  ขณะนำส่งให้สังเกต อาการและอาการแสดง ตลอด เวลาและให้การช่วยเหลือถ้า  ผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น โดยการนวดหัวใจและการผายปอด
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารกัดเนื้อ (Corrosive substances )
กรด ด่าง เป็นสารเคมีที่พบในชีวิตประจำวัน  นำมาใช้ในครัวเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม เช่น กรดซัลฟริก  กรดไฮโดรคลอริก  โซเดียมคาร์บอเนต
อาการและอาการแสดง
ไหม้พอง  ร้อนบริเวณริมฝีปาก  ปาก  ลำคอและท้อง  คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ และมีอาการภาวะช็อค ได้แก่ ชีพจรเบา ผิวหนังเย็นชื้น
การปฐมพยาบาล
  • ถ้ารู้สึกตัวดีให้ดื่มนม
  • อย่าทำให้อาเจียน
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพวกน้ำมันปิโตเลียม
เป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั้งในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม สารพวกนี้ได้แก่ น้ำมันก๊าด เบนซิน ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำมัน เช่น DTT.
อาการและอาการแสดง
แสบร้อนบริเวณปาก คลื่นไส้ อาเจียน  ซึ่งอาจสำลักเข้าไปในปอดทำให้หายใจออกมามีกลิ่นน้ำมัน หรือมีกลิ่นน้ำมันปิโตเลี่ยม อัตราการหายใจและชีพจรเพิ่ม อาจมีอาการขาด ออกิเจน ซึ่งอาจรุนแรงมากมีเขียวตามปลายมือ ปลายเท้า ( Cyanosis )
การปฐมพยาบาล
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล
  • ห้ามทำให้อาเจียน
  • ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ถ้าผู้ป่วยอาเจียน ให้จัดศีรษะต่ำ เพื่อป้องกันการสำลักน้ำมันเข้าปอด
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับ ยาแก้ปวด ลดไข้
ยาแอสไพริน และพาราเซตามอล พบบ่อย ในเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ
อาการและอาการแสดง ของผู้ที่ได้รับ ยาแอสไพริน
หูอื้อ เหมือนมีเสียงกระดิ่งในในหู การได้ยินลดลง เหงื่อออกมาก ปลายมือปลายเท้าแดง ชีพจรเร็ว คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็ว ใจสั่น
อาการและอาการแสดง ของผู้ที่ได้รับ ยาพาราเซตามอล ( ไทรีนอล )
ยานี้จะถูกดูดซึมเร็วมาก โดยเฉพาะในรูปของสารละลาย  ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตต่ำ สับสน เบื่ออาหาร
การปฐมพยาบาล
  • ทำให้สารพิษเจือจาง
  • ทำให้อาเจียน
  • ให้สารดูดซับสารพิษ ที่อาจหลงเหลือในระบบทางเดินอาหาร
  • ให้กำลังใจ เพื่อให้ ผู้ป่วยสงบ
  • นำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ
สารพิษที่เข้าสู่ทางการหายใจ ได้แก่ ก๊าซพิษ ซึ่ง แบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  ดังนี้
  • ก๊าซที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เกิดอาการ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติ ถึงแก่ความตายได้  เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ปัจจุบันพบว่าก๊าซที่ทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างบ่อย ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง อากาศเป็นพิษ คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อหายใจเข้าไปในร่างกาย ก๊าซนี้จะแย่งที่กับออกซิเจนในการจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้ ร่างกายจึงมีอาการของการขาดออกซิเจน ซึ่งถ้าช่วยเหลือไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เช่น ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตในรถยนต์
  • ก๊าซที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คอ หลอดลม และปอด ถ้าได้รับในปริมาณมากอาจทำให้ตายได้ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุน พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ทำกรดกำมะถัน
  • ก๊าซที่ทำให้อันตรายทั่วร่างกาย ได้แก่ ก๊าซอาร์ซีน ไม่มีสีกลิ่นคล้ายกระเทียม พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรมใช้ทำแบตเตอรี่ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ปัสสาวะเป็นเลือด ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง
การปฐมพยาบาล
  • กลั้นหายใจและรีบเปิดประตูหน้าต่าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเท มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้อง ปิดท่อก๊าซ หรือขจัดต้นเหตุของพิษนั้น ๆ
  • นำผู้ป่วย ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์
  • ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ
  • นำส่งโรงพยาบาล
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง
สารพิษที่สามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่พบบ่อยเกิดได้แก่ สารเคมี และสารพิษที่เกิดจากการถูกสัตว์มีพิษกัดหรือต่อย  เช่น ต่อ แตน ผึ้ง ตะขาบ แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ  งูพิษ
การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีถูกผิวหนัง
  • ล้างด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ  อย่างน้อย ๑๕ นาที
  • อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี  เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น
  • บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
  • ปิดแผล แล้วนำส่งโรงพยาบาล
การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีเข้าตา
  • ล้างตาด้วยน้ำนาน ๑๕ นาที่ โดยการ เปิดน้ำก๊อกไหลรินค่อย ๆ
  • อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น
  • บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
  • ปิดตา  แล้วนำส่งโรงพยาบาล


ที่มา : กรมแพทย์ทหารเรือ

การหลบภัยสารเคมี Shelter In Place

Shelter In Place (SIP) คือ การหลับภัยในสถานที่ที่ตัวเองอยู่ในขณะนั้น เช่น ในบ้าน ในโรงเรียน หรือในรถ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี ซึ่งได้รับการประเมินแล้วว่าสามารถจัดการได้ภายในระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อาจให้คำแนะนำกับประชาชนให้ทำ SIP หากสารเคมีรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประชาชน ต้องได้รับการฝึกฝน เตรียมอุปกรณ์และเข้าใจวิธีการหลบภัย (SIP) ก่อน

การหลบภัยในบ้าน
  • นำเด็กๆ และสัตว์เลี้ยงเข้าบ้าน
  • ปิดประตู หน้าต่างให้แน่น
  • ปิดมู่ลี่และผ้าม่านที่หน้าต่างด้วย หากมีการแจ้งว่าจะเกิดระเบิด
  • ปิดระบบระบายอากาศทั้งหมด เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อน ฯลฯ
  • นำอุปกรณ์ SIP ไปยังห้องที่ใช้หลบภัยและตรวจสอบว่าวิทยุใช้งานได้
  • ให้นำทุกคนไปยังห้องที่ใช้หลบภัย ซึ่งควรอยู่ในสุดของบ้าน ไม่ม่หรือมีหน้าต่างน้อยที่สุดและให้ปิดประตู
  • ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าห้องหลบภัยด้วยและเตรียมถุงพลาสติก หรือเศษผ้าชุบนำปิดช่องใต้ประตูใช้แผ่นพลาสติกปิดคลุมหน้าต่าง ใช้เทปกาวปิดช่องระบายอากาศ ปลั๊กไฟ และช่องเปิดต่างๆ
  • โทรติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบและอย่าใช้โทรศัพท์ หากไม่จำเป็น เพื่อให้สายว่างอยู่เสมอจะได้รับการติดต่อจากหน่วยฉุกเฉินภายนอกได้
  • ติดตามข่าวสารทางวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อให้ทราบว่าท่านปลอดภัยหรือต้องอพยพออกจากพื้นที่ 

การหลบภัยในรถ
  • หากอยู่ใกล้อาคารสำนักงานหรืออาคารสาธารณะให้เข้าไปหลบภัยในนั้นแทน
  • หากไม่สามารถหลบภัยในอาคารได้ ให้จอดรถข้างทางในที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้
  • จอดรถในที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับความร้อนสูง
  • ดับเครื่องยนต์
  • ปิดประตูและกระจกให้มิดชิด
  • เปิดวิทยุเพื่อรับข่าวสารและคำแนะนำเป็นระยะ
  • ให้อยู่ในที่ๆ ท่านอยู่ จนกว่าจะได้รับแจ้งให้สามารถใช้ถนนได้ ระวังถนนปิดและอาจต้องเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทาง และให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของตำรวจจราจรอย่างเคร่งครัด

การหลบภัยในโรงเรียน
  • ปิดโรงเรียนและปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนฉุกเฉินในโรงเรียน
  • นำนักเรียน เจ้าหน้าที่ และบุคคลอื่นๆ เข้าไปอยู่ในห้องหลบภัย
  • ห้องที่ใช้หลบภัยควรมีเสียงตามสายของโรงเรียนที่สามารถได้ยินการประกาศจากครูใหญ่และควรมีโทรศัพท์  กล่องอุปกรณ์ SIP และห้องน้ำ
  • ปิดประตู หน้าต่าง และช่องเปิดจากภายนอก
  • ปิดมู่ลี่และผ้าม่านที่หน้าต่างด้วย หากมีการแจ้งว่าจะเกิดระเบิด
  • ปิดระบบระบายอากาศทั้งหมด เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อน ฯลฯ
  • หากต้องปิดผนึกห้องหลบภัยให้ใช้เทปกาว  แผ่นพลาสติก หรือเศษผ้าชุบน้ำ ปิดช่องใต้ประตู  ใช้แผ่นพลาสติกปิดคลุมหน้าต่าง ใช้เทปกาวปิดช่องระบายอากาศ  ปลั๊กไฟ และช่องเปิดต่างๆ
  • โทรแจ้งผู้ปกครองหรือจัดเจ้าหน้าที่รอรับสายจากผู้ปกครองของนักเรียน เพื่อแจ้งความเคลื่อนไหวภายในที่หลบภัย
  • หากนักเรียนมีโทรศัพท์มือถือ ควรให้นักเรียนโทรกลับไปแจ้งผู้ปกครองว่าปลอดภัยแล้ว เพื่อลดจำนวนสายโทรศัพท์ที่โทรมาจากผู้ปกครอง
  • จดชื่อนักเรียนทุกคนและโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉิน
  • ทุกคนควรอยู่ในห้องจะกระทั่งได้ยินประกาศว่าปลอดภัยหรือต้องอพยพ
  • เมื่อได้ยินประกาศว่าปลอดภัยแล้ว ให้ทุกคนค่อยๆ ทยอยออกมาจากอาคาร และทำตามคำแนะนำพิเศษอื่นๆ จากเจ้าหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับสารเคมีภายนออกอาคาร

มาตรการความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับการตัดเชื่อมโลหะ

  • ควรจัดให้มีข้อกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานต้องดำเนินการขออนุญาตก่อนปฏิบัติ งาน (Work permit) ในบริเวณพื้นที่ทำงานเชื่อมตัดโลหะ เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนและให้เกิดความปลอดภัยและมีผู้รับผิดชอบความ ปลอดภัยเฝ้าระวังในการทำงาน
  • ก่อนที่จะทำการเชื่อมตัดด้วยไฟฟ้าหรือแก๊สทุกครั้ง ผู้ปฏิบัติงานต้องทำการตรวจสอบบริเวณโดยรอบ จะต้องไม่มีวัสดุที่ติดไฟได้อยู่ในรัศมีที่สะเก็ดไฟจากการปฏิบัติงานจะ กระเด็นไปถึง ทั้งนี้ให้รวมถึงการเชื่อมในที่สูงที่สะเก็ดไฟจะตกลงไปได้ โดยให้ทำการเคลื่อนย้ายวัสดุที่ติดไฟดังกล่าวออกไป หรือจัดหาวัสดุที่ไม่ติดไฟ (Fire Proof Blanket) ปิดกั้น
  • จะต้องเคลื่อนย้ายสารที่สามารถติดไฟได้ให้พ้นบริเวณที่ประกายไฟจากการเชื่อมสามารถกระเด็นไปถึง
  • ควรจัดให้มีอุปกรณ์วัสดุที่ไม่ติดไฟปิดกั้นบริเวณพื้นที่ ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันประกายไฟหรือสะเก็ดไฟกระเด็นไปตกบริเวณสารไวไฟ/ วัสดุติดไฟหรือกระเด็นถูกผู้อยู่ใกล้เคียง
  • การเชื่อมหรือตัดภาชนะบรรจุสารไวไฟหรือแก๊สทุกครั้ง ต้องถ่ายและล้างทำความสะอาด สารไวไฟหรือแก๊สที่ตกค้างอยู่ในภาชนะ แล้วทำการระบายอากาศภายในภาชนะจนแน่ใจว่าไม่มีสารไวไฟหรือแก๊สตกค้าง หรือต้องเป็น 0% ของขีดจำกัดล่างของช่วงการติดไฟ (Lower Explosive Limit) แล้วเท่านั้น จึงทำการเชื่อมได้
  • ในบริเวณที่มีการเชื่อมตัดจะต้องจัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิงติด ตั้งไว้ใกล้บริเวณพื้นที่ทำงานให้เพียงพอ และสามารถหยิบใช้ได้โดยสะดวกในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ควรวางถังแก๊สในแนวตั้งให้ห่างจากบริเวณเชื่อมตัดเพื่อป้องกันสะเก็ดไฟ จากการเชื่อมกระเด็นไปถูก และยึดถังให้มั่นคงป้องกันการล้ม และควรตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นเพื่อป้องกันการรั่วให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้ งานก่อนเริ่มทำงาน
  • อุปกรณ์การเชื่อมตัดด้วยไฟฟ้าจะต้องอยู่ในสภาพที่ไม่ชำรุด ฉีกขาด เสียหาย
  • การถอดธูปเชื่อมออกเพื่อหยุดพักชั่วคราวหรือเลิกใช้งาน จะต้องปิดสวิตช์ไฟฟ้าทุกครั้ง
  • ฟิวส์ของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่ใช้ต้องมีขนาดเหมาะสมและใส่ฟิวส์ให้เข้าที่
  • ห้ามสลับสายลมกับสายแก๊สอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการระเบิดได้
  • ควรตรวจสอบสายลมและสายแก๊ส รวมทั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ (Flashback Arrestors) ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  • สวมถุงมือและแว่นตา หรือหน้ากากทุกครั้งที่ทำงาน
  • หลังจากปฏิบัติงานแล้วเสร็จให้มีการตรวจสอบบริเวณพื้นที่ทำงานเชื่อมตัดและจุดที่สะเก็ดไฟตก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการลุกติดไฟ

การเสริมสร้างทัศนคติความปลอดภัย

      การส่งเสริมความปลอดภัย เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าองค์กรนั้นจะมีการออกแบบด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี หรือผู้ปฏิบัติงานได้รับการฝึกอบรมอย่างทั่วถึง หรือขั้นตอนปฏิบัติงาน (Task Procedure)  จะปลอดภัยและได้บังคับใช้อย่างต่อเนื่องก็ตาม  การส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญยิ่ง เพราะการป้องกันอุบัติเหตุขึ้นอยู่กับการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานด้วยความปลอดภัย  ผู้ปฏิบัติงานต้องอาศัยความคิดของตัวเองและต้องรักษาระเบียบวินัย เพื่อป้องกันตัวผู้ปฏิบัติงานเอง  พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานสามารถถูกกระตุ้นหรือบังคับให้เกิดได้ด้วยการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ


      แรงจูงใจภายใต้การส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ คือแนวคิดที่ว่าพฤติกรรมสามารถและควรจะเปลี่ยนแปลงได้  การส่งเสริมความปลอดภัยไม่ควรจะดำเนินการแต่เพียงผิวเผินด้วยการให้รางวัลที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น  แต่การส่งเสริมความปลอดภัยควรจะถูกจัดการและมุ่งหวังผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องการให้ได้  ระบบการส่งเสริมที่มั่นคง เฉพาะเจาะจง เข้มข้น และที่ได้วางแผนเป็นอย่างดี คือรากฐานภายใต้ความสำคัญที่ว่า


  • จิตสำนึกใดที่ต้องใส่ใจ ต้องพิจารณา
    (What the mind attends to, it considers)
  • จิตสำนึกใดที่ไม่ต้องใส่ใจ, ให้ยกเลิกไป
    (What the mind dose not attend to, it dismisses)
  • จิตสำนึกใดที่ใส่ใจกระทำอยู่เสมอ มันเป็นความเชื่อ
    (What the mind attends to regularly, it believes)
  • จิตสำนึกใดที่เป็นความเชื่อ มันจะแสดงออกที่การกระทำ
    (What the mind believes, it eventually does)
  • จิตสำนึกใดที่กระทำอย่างสม่ำเสมอ มันจะกลายเป็นนิสัย
    (What the mind does regularly becomes habitual)
การเริ่มต้นการส่งเสริมความปลอดภัยนั้น ผู้นำควรจะ
  • ชี้บ่งพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ ซึ่งปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด
  • วางแผนและจัดระบบสำหรับกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยแรงกระตุ้นเชิงบวก (Positive reinforement)
  • กำหนดระบบการติดตามเพื่อวิเคราะห์เมื่อพฤติกรรมได้เปลี่ยนแปลงแล้วว่าได้เปลี่ยนแปลงอย่างไรและจะมีลักษณะนิสัย (Habit) ใหม่อย่างไร
  • วางแผนและจัดระบบสำหรับกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริมครั้งต่อๆ ไป
     
การดำเนินการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมีมากมายหลายแบบ  โปรแกรมการส่งเสริมโดยทั่วไปจะมีระดับดังนี้

  • ความตระหนัก (Awareness)
  • การยอมรับ  (Acceptance)
  • การปฏิบัติ (Application) และ
  • การรับไว้ (Assimilation)
1. ความตระหนัก (Awareness)
      การตระหนักจะเป็นการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัยด้วยการออกแบบให้เกิดความสนใจของบุคคลต่อโปรแกรมความปลอดภัยว่า คิดอะไร และจะทำอะไร  วัตถุประสงค์ของการตระหนักก็คือ การทำให้บุคคลจำนวนมากที่สุด คิดและพูดถึงความปลอดภัย

      กิจกรรมที่ให้เกิดการตระหนัก ควรจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่มีอยู่และการสัมผัส (Exposure) ของแต่ละองค์กร และของแต่ละประเภทการปฏิบัติการ (Type of Operation) ทางเลือกของเครื่องมือและวิธีการในการส่งเสริมมีมากมายหลายแบบในราคาของการดำเนินการที่ต่ำ(ดูรูปที่1เป็นตัวอย่าง)การพิจารณารูปแบบจะขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท การสัมผัสที่เฉพาะเจาะจง (Specific Exposure)  ความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น และตัวผู้ปฏิบัติงาน เช่น ระดับความชำนาญ (Skill Level)  พื้นฐานด้านเทคนิค และระยะเวลาของประสบการณ์ในงานนั้น  องค์กรควรเลือกการส่งเสริมที่ตรงกับปัญหาวิกฤต (Critical Problems)  และตรงเป้าหมายของปัญหาเฉพาะของหน่วยงาน

      เป็นความเข้าใจผิดที่หน่วยงานมักคิดว่าการตระหนักคือโปรแกรมการส่งเสริมที่สำคัญที่สุด  ความจริงแล้วการตระหนักเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ที่มีความยาว และต่อเนื่องกัน  การส่งเสริมการตระหนักจะต้องเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง  โดยที่อาจมีเวลาที่ชัดเจนเมื่อการตระหนักได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอและมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นจนเป็นปกติ

      การเปลี่ยนแปลงความสนใจในความปลอดภัยไปสู่นิสัย (Habit) ของพฤติกรรมความปลอดภัยต้องการความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยที่มันจะเริ่มต้นจากการตระหนักจนกระทั่งบุคคลส่วนใหญ่พร้อมสำหรับระดับต่อไป คือการยอมรับ (Acceptance)

2. การยอมรับ (Acceptance)
      การยอมรับเริ่มต้นเมื่อผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับโปรแกรมความปลอดภัย และโปรแกรมนี้ส่งผลต่อตัวเองอย่างชัดเจน  การชี้วัดผู้ปฏิบัติงานด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโปรแกรมความปลอดภัย จะนำผู้ปฏิบัติงานไปสู่ระดับต่อไปของความปลอดภัย

      การส่งเสริมความปลอดภัย  จะมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อผู้บริหารแสดงพันธะสัญญา (Commitment) ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี    การแสดงพันธะสัญญาอาจกระทำด้วยนโยบายที่เด่นชัด โปรแกรมการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ  การฝึกอบรมเกี่ยวกับงานที่ทำ     ตลอดจนการค้นหาสาเหตุของอุบัติเหตุ และหลักฐานอื่นๆ ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด จากการอุทิศตนของผู้บริหาร   ภาพที่ผู้ปฏิบัติงานมองเห็นพันธะสัญญาของผู้บริหารจะมีผลเป็นอย่างสูงต่อพฤติกรรมผู้ปฏิบัติงาน ต่องาน และความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากการส่งเสริมความปลอดภัย  กล่าวโดยสรุปก็คือ การสื่อข่าวสารความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ การใช้เทคนิค การส่งเสริมที่ประสบความสำเร็จ จะขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ปฏิบัติงานต่อความสนใจจริงและการมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยของผู้บริหาร


3. การปฏิบัติ (Application)
      การปฏิบัติ คือ ระดับที่ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมต่อโปรแกรมความปลอดภัย  ด้วยการมีกิจกรรมและมีส่วนร่วมในทีมและคณะกรรมการความปลอดภัย (Safety teams and committees) และการนำเสนอความคิดเห็นของเขาผ่านระบบข้อเสนอแนะ  นี่คือระดับที่บุคคลเรียนรู้โดยการปฏิบัติ (Lean by doing) และได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในด้านความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยมืออาชีพเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมในโปรแกรมความปลอดภัยมีผลต่อสถิติความปลอดภัย  ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude) และมีส่วนช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจวิธีการที่พวกเขาได้รับจากการมีสติด้านความปลอดภัย (Safety Concious)

      การประกวด (Contest) ที่ต้องการให้บุคคลเรียนรู้ กระทำ หรือจดจำบางสิ่งสำหรับความปลอดภัย สามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพได้  การประกวดจะช่วยรักษาระดับความสนใจให้สูงตลอดเวลา และยังช่วยให้ทุกคนสนใจจริงต่อความวิกฤติ (Critical Areas) ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา  บทบาทของผู้นำสามารถกระทำได้หลายอย่างเพื่อให้การประกวดประสบความสำเร็จ เช่น

• ให้ข้อมูลที่ดีพอต่อลักษณะการประกวดและกฎที่เกี่ยวข้อง
• ให้และเก็บข้อมูล หรือวัสดุที่ต้องการตรงตามเวลา
• กระตุ้นบุคคลให้อ่านและมีส่วนร่วมต่อการประกวด
• ป้องกันการบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย
• สอบถามข้อเสนอแนะและความต้องการในการส่งเสริม
• นำความคิดของกลุ่มมาใช้ในการประกวด

4. การรับไว้สำหรับนิสัยใหม่ (Assimilation of New habit)
      การรับไว้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อทัศนคติความปลอดภัยติดแน่นในความรู้สึกนึกคิดของบุคคล มีคุณค่า และเกิดการปฏิบัติ ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากนิสัยของพฤติกรรมความปลอดภัย ในระดับนี้ถือว่างานส่งเสริมความปลอดภัยต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมประสบความสำเร็จและถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงการส่งเสริมในเรื่องใหม่

       การมุ่งเน้นไปที่ระดับใดระดับหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวโดยละเลยอีกสามระดับที่เหลือ จะเป็นสาเหตุให้โปรแกรมการส่งเสริมล้มเหลวได้ ดังนั้นทั้งสี่ระดับจะต้องถูกพัฒนา ถึงแม้ว่าจะมีเพียงระดับเดียวที่ถูกเน้นให้เกิดในช่วงระยะเวลาใดก็ตาม  ดังนั้นการส่งเสริมความปลอดภัยจึงเป็นกระบวนการปฏิรูปผสมผสานทั้ง 4 A ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

แนวทางสำหรับการส่งเสริมความปลอดภัยให้ประสบความสำเร็จ
      ในอุตสาหกรรมที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดีพบว่า  กิจกรรมการส่งเสริมที่ประสบ
ความสำเร็จจะช่วยเพิ่มการตระหนัก (Awareness) ของเรื่องที่ต้องการและมีผลต่อทัศนคติซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้   กิจกรรมส่งเสริมด้านความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยมีรูปแบบที่หลายหลาย และกว้างขวางมาก ถึงแม้ว่ารูปแบบและวิธีการอาจแตกต่างกัน แต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อเพิ่มและเสริมให้เกิดการตระหนักด้านความปลอดภัย และปรับทัศนคติซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แนวทางต่างๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างของความสำเร็จที่เคยปฏิบัติแล้ว และได้ผลดีเป็นอย่างมาก คือ

  1. การผสมผสานกิจกรรมการส่งเสริมทั่วไปเข้ากับองค์ประกอบของระบบการบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย  การติดโปสเตอร์ การประกวด และโปรแกรมการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องกัน คือหนึ่งในองค์ประกอบของระบบบริหารความปลอดภัย  กิจกรรมการนิเทศความปลอดภัย (Safety oriented activities) เพื่อสร้างการตระหนักให้มากขึ้น จะต้องกระทำควบคู่ไปกับองค์ประกอบการควบคุมความสูญเสียอื่นๆ
  2. ให้ความสำคัญกับข่าวสารด้านสาเหตุของอุบัติเหตุเฉพาะ (Specific accident causes) และการป้องกัน (preventive actions)  ข่าวสารทั่วๆ ไป เช่น ต้องปลอดภัย (be safety) ขับรถให้ปลอดภัย (drive safety)  หรือเพิ่มความระมัดระวัง อาจไม่ชัดเจน และมีประโยชน์ค่อนข้างน้อย แต่ข่าวสารเฉพาะ เช่น “  ยกย่อเข่าเพื่อป้องกันหลังของคุณ”  จะมีประโยชน์มากกว่า
  3. กำหนดเป้าหมายการส่งเสริมที่เฉพาะเจาะจง  มีการออกแบบกิจกรรมการส่งเสริมทั่วไป เพื่อ
    3.1 สร้างการตระหนักให้สอดคล้องกับปัญหาความปลอดภัยของหน่วยงาน
    3.2 เพิ่มการยอมรับให้สอดคล้องกับปัจจัยด้านความปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง
    3.3 เพิ่มการปฏิบัติของพฤติกรรมที่ปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง และ
    3.4 กระตุ้นการกลมกลืนสู่การปฏิบัติของนิสัยการทำงานที่ปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจง
  4. เพิ่มความเข้มข้นด้วยความหลายหลาย  ใช้เครื่องมือในการส่งเสริมให้หลากหลาย  การใช้บอร์ดข่าวสารคือวิธีการที่มักจะใช้และมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความปลอดภัยทั่วไป  สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ ในหรือใกล้ๆ กับห้องเก็บของส่วนตัว (Locker room) ห้องอาหาร หรือจุดที่มีการพักระหว่างการทำงาน  เนื่องจากสถานที่เหล่านี้จะอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานพักผ่อนและใช้เวลาสั้นๆ กับการอ่านข่าวสารบนบอร์ดข่าวสาร  โอกาสในการอ่านข่าวสารจะลดลง ถ้าติดบอร์ดข่าวสารบริเวณทางออกของอาคาร

           พื้นที่หลักของการทำงานควรจะมีบอร์ดข่าวสารเป็นของตัวเอง  การใช้โปสเตอร์ข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความปลอดภัยในปัจจุบันจะสามารถช่วยให้การส่งเสริมมีอิทธิพลมากขึ้น  ผลความสำเร็จจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อโปสเตอร์มีความน่าสนใจ ชี้เฉพาะเจาะจงต่อปัญหา และสามารถบอกผู้อ่านได้ว่าควรจะทำอะไร หลีกเลี่ยงอะไร จะป้องกันและแก้ในปัญหาได้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ข่าวสารบนบอร์ดจะต้องเปลี่ยนแปลงด้วยความถี่ที่สมเหตุสมผล

           สถิติอุบัติเหตุของหน่วยงานหรือของบริษัท สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จต่างๆ จะบรรลุหรือไม่ต้องขึ้นกับการประกวด และการให้รางวัลเพื่อจะกระตุ้นบุคคลให้เรียนรู้ (Learn) และทำ (do) หรือจดจำ (remember)  บางสิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัย ในขณะที่สถิติอุบัติเหตุของแต่ละกลุ่มงานสามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรม  แต่การประกวดระหว่างหน่วยงานด้วยสถิติอุบัติเหตุแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่แนะนำให้กระทำ  ทั้งนี้เนื่องจากว่าระดับของอันตรายที่หน่วยงานสัมผัสอยู่จะมีความแตกต่างกัน  ดังนั้นการเปรียบเทียบกันระหว่างหน่วยงานด้วยสถิติอุบัติเหตุนั้น   ไม่ยุติธรรม และอาจเกิดการต่อต้าน

          การใช้สถิติอุบัติเหตุแต่เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดการไม่ยอมรายงานการเกิดอุบัติเหตุ  ซึ่งจะส่งผลต่อการได้มาของข้อมูลด้านอุบัติเหตุที่ต้องการได้

          เนื้อหาของการส่งเสริมจะต้องมีผลโดยตรงต่อปัญหาเฉพาะเจาะจงที่กำลังเผชิญอยู่ เช่น การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน การปฏิบัติตามกฎที่สำคัญ การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุบางประเภท เป็นต้น  เรื่องที่จะรณรงค์ ควรจะเปลี่ยนแปลงให้บ่อยครั้งในแต่ละปี และมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหาร และประธานในการรณรงค์ในแต่ละเรื่อง

          จดหมายข่าวของบริษัท (Company newsletters)  ข่าวสาร (bulletins) วารสาร (magazines) และส่งสิ่งพิมพ์อื่นๆ (other publications)  สามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัยได้ และยังเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับเหตุผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปลอดภัย  การส่งสิ่งพิมพ์เหล่านี้ไปยังบ้านของผู้ปฏิบัติงาน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความปลอดภัยนอกงาน และภายในครอบครัว (off the job and family safety) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ปลอดภัยวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของครอบครัว
     
  5. การรณรงค์ของบริษัทและโปรแกรมต่างๆ    การเน้นที่สำคัญต่อปัญหาวิกฤติความปลอดภัย จะต้องยาวนานพอที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง  ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน  ในการรณรงค์แต่ละเรื่อง จะต้องมีทีมงานที่รับผิดชอบ มีผู้บริหารระดับที่สูงขึ้นไป มาร่วมให้ความคิดเห็น  และมีสมาชิกของทีมรณรงค์มาจากหลายระดับขององค์กร  ทีมงานนี้จะต้องออกแบบและเป็นผู้จัดการการรณรงค์ ซึ่งอาจใช้วิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้
    • การสนทนาความปลอดภัย (Safety talks)
    • การส่งแผ่นพับ
    • โปสเตอร์
    • ป้ายโฆษณา (Banner buttons and badges)
    • การสังเกตพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
    • นิทรรศการ
    • การตรวจสอบหรือตรวจเยี่ยมพิเศษ
    • การประกวด
    • การแข่งขัน
    • ภาพถ่าย สไลด์ ภาพยนตร์ และวีดีโอ
    • การใช้แบบสอบถาม
    • ข่าวสารความปลอดภัย วารสาร และจดหมายข่าว
    การมีบุคคลจากหลากหลายรูปแบบในแต่ละทีม  จะทำให้สมาชิกซึ่งเป็นผู้บริหาร
    ทุกคนมีส่วนร่วมในระบบการบริหารความสูญเสีย  การปฏิบัติเหล่านี้เปรียบเสมือนการที่ผู้บริหารแสดงให้เห็นถึงพันธะสัญญา (Commitment) ด้านความปลอดภัยของเขาต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด 
  6. เน้นเชิงบวก (Accentuate the Positive)  กิจกรรมการส่งเสริมที่เน้นให้ทำอะไร (what to do) จะทำให้ขบวนการด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          กิจกรรมข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัย เป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นในเชิงบวกได้เป็นอย่างดี  ด้วยการวางแผน, การจัดองค์กร, การประชาสัมพันธ์ และการติดตามที่เหมาะสม  โปรแกรมต่างๆ เหล่านี้สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความคิดที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของเขา  วิธีการที่ปฏิบัติได้ในการควบคุมอันตรายสามารถเกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติงาน และการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดจะนำไปสู่ทัศนคติในเชิงบวกต่อการรณรงค์ด้านความปลอดภัยต่อไป

          การให้รางวัลและประกาศเกียรติคุณ สามารถส่งเสริมความสนใจในกระบวนการความปลอดภัยได้  กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ควรได้รับการยอมรับจากทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน  โดยการให้รางวัลอาจขึ้นกับข้อเสนอแนะในโปรแกรมความปลอดภัย, ความรู้เกี่ยวกับกฎ, การเรียนรู้จากข่าวสารความปลอดภัย หรือความสะอาดเป็นระเบียบ  รางวัลที่มีราคาไม่แพง สามารถกระตุ้นในเชิงบวกได้เท่าๆ กับรางวัลที่มีราคาแพง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจ ความพึงพอใจ และความยอมรับของทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน  ของขวัญที่มีราคาแพงจะส่งผลเสียต่อการส่งเสริมเนื่องจากผู้ปฏิบัติงานจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อให้ได้รางวัล และจะต่อต้านเมื่อไม่มีการให้รางวัล  การให้รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้บริหาร ควรขึ้นกับสมรรถนะ (performance) ต่อกิจกรรมด้านความปลอดภัย เช่น กิจกรรมการบริหารงานเพื่อความปลอดภัย

           ควรจะมีการจัดพิธีมอบรางวัลซึ่งสามารถสื่อสารถึงความสำคัญของรางวัล เช่น ผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้มอบรางวัลให้ผู้รับด้วยตัวเองในพิธีการที่เหมาะสม  จะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าจะเชิญครอบครัวของผู้ได้รับรางวัล หรือผู้ร่วมงานและผู้บริหารระดับสูงตลอดจนผู้นำชุมชนในบริเวณใกล้เคียงมาร่วมงานด้วย  ควรจะมีการถ่ายภาพและประชาสัมพันธ์งานด้วย

           องค์กรระหว่างประเทศหรือท้องถิ่นด้านความปลอดภัย  บริษัทหรือบริษัทประกันส่วนใหญ่จะมีรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่สามารถช่วยชีวิตผู้อื่น  หรือเป็นผู้นำด้านโปรแกรมความปลอดภัย หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสม หรือปฏิบัติงานโดยไม่เกิดอุบัติเหตุในระยะเวลาหนึ่ง  รางวัลต่างๆ เหล่านี้มีอยู่แล้ว  ดังนั้นการส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าประกวด จะเป็นวิธีการที่ไม่แพงและง่ายมาก

           การประกาศเกียรติคุณสำหรับกลุ่มงาน (แต่ละแผนก หรือฝ่าย)  ซึ่งปฏิบัติตามมาตรฐานของโปรแกรมจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นโปรแกรมการควบคุมความสูญเสีย  การส่งเสริมเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากสุด เมื่อให้ความสำคัญกับสมรรถนะ (performance) ของการเรียนรู้, การกระทำและการจดจำมากกว่าการปฏิบัติงานโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ  องค์กรอาจจัดให้มีการรณรงค์ส่งเสริมการส่งข้อเสนอแนะ, การสังเกตการทำงานเฉพาะจุด (Spot Observation), การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่กำหนด, การจัดให้มีการสนทนาความปลอดภัย, การรายงานเหตุการณ์เกือบจะเกิดอุบัติเหตุ, การปฏิบัติตามกฎ, การตระหนักถึงกฎเฉพาะงาน หรือดัชนีชี้วัดสมรรถนะอื่นๆ
  7. การส่งเสริมบริเวณที่ต้องการการควบคุมปัญหาเฉพาะจุด (Practice “point-of-control” Promotion)  จากการศึกษาพบว่าการใช้โปสเตอร์จะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อติดที่จุดของปัญหา  ตัวอย่างเช่น โปสเตอร์เตือนให้บุคคลจับราว (handrails) สำหรับบันไดควรตัดบริเวณที่บุคคลจะขึ้นหรือลงบันได เหมือนกับอุปกรณ์ช่วยงาน (job aids) เช่น MSDS หรือแบบเช็คลิสต์งานวิกฤต (Critical Task Checklist) และขั้นตอนปฏิบัติงานวิกฤตก็ต้องติดบริเวณที่จะปฏิบัติงาน เป็นต้น
  8. การยึดหลักการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพบนหลักการของการป้องกัน (Use proven principle for effective promotion)  ซึ่งจะมี 5 ข้อ ดังนี้

        -หลักการของการให้ข้อมูลข่าวสาร (Principle of Information) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะเพิ่มการจูงใจ
        -หลักการของการมีส่วนร่วม (Principle of Involvement การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจะเพิ่มการจูงใจและการสนับสนุน
        -หลักการของการตอบสนองซึ่งกันและกัน (Principles of Mutual Interest) โปรแกรม โครงการ ความคิดต่างๆ จะเป็นจุดขายที่ดี  ถ้าเป็นสิ่งที่เชื่อมความพึงพอใจของทั้งองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน
        -หลักการของการเติมเสริมพฤติกรรม (Principles of Beharior Deinforement)  พฤติกรรมเชิงบวกมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องหรือเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับการส่งเสริมอยู่เรื่อยๆ
        -หลักการของการกระทำซ้ำๆ (Principle of Repetition)        ยิ่งให้ได้รับข้อมูลบ่อยเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดความจดจำได้มากขึ้นเท่านั้น
  9. การมุ่งเน้นที่ปัญหาวิกฤต (Focus on critical Problem) การออกแบบกิจกรรมและการเลือกวิธีการในการส่งเสริม ต้องเฉพาะเจาะจงต่อปัญหาวิกฤตเฉพาะของหน่วยงาน  ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของประวัติหรือศักยภาพของความสูญเสียหลัก (Potential of major loss) การรณรงค์ควรจะบ่งชี้ปัญหาให้ชัดเจน และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น  ความพยายามในการส่งเสริม ควรจะสอดคล้องตรงกับปัญหาที่มีโอกาสอย่างมากในการเพิ่มการตระหนักและปรับปรุงพฤติกรรมในการป้องกันแบบเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
  10. ประเมินผลการส่งเสริม (Evaluate promotion results) กระตุ้นให้เกิดการสะท้อนกลับ (Encourage feedback) ค้นให้พบว่าบุคคลให้ความสนใจกับอะไร, อะไรที่เขาจดจำได้ และเขาได้ประยุกต์ข่าวสารในการปฏิบัติอย่างไร  การติดต่อเป็นส่วนตัว (personal contact) การประชุมกลุ่ม (group discussions) การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การสังเกตเฉพาะจุด การวิเคราะห์จากบันทึก การทดสอบ การคิดค้นทัศนคติ (attitude inventories) และสุ่มตัวอย่าง สามารถได้ข้อมูลสะท้อนกลับได้ (Feedback) หยุดหรือเปลี่ยนกิจกรรมที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่มีประสิทธิภาพ และใช้เทคนิคที่เกิดประโยชน์สูงสุดให้บ่อยเท่าที่ต้องการ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง

          ในการประยุกต์ใช้วิธีการทั้ง 10 วิธีข้างต้นนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่มากจนเกินไป  ห้ามส่งเสริมในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และต้องจริงใจ (be honest) ในท้ายที่สุดพึงจดจำไว้เสมอว่าสองคำของการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพคือ ง่ายๆ และซ้ำๆ (simplify and repeat) ง่ายๆ และซ้ำๆ  ง่ายๆ และซ้ำๆ
บทสรุป (Conclusion)
       การสร้างความตระหนักที่ตรงกับหัวข้อที่ต้องการและทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรม สามารถสร้างได้โดยกิจกรรมการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ  ถึงแม้จะมีวิธีการที่หลายหลาย แต่วัตถุประสงค์จะต้องชัดเจนเหมือนเดิม คือ เพื่อเพิ่มการควบคุมความสูญเสีย ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยการส่งเสริมจะขึ้นอยู่กับการใช้กิจกรรมที่หลากหลายอย่างเหมาะสม และเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง

สารเคมีเข้าตา

พูดถึงสารเคมีเข้าตา เป็นเหตุที่พบได้เสมอๆ อาจจะเป็นรุนแรงเนื่องจากถูกปองร้ายโดนสารเคมีเข้มข้นจำนวนมากเข้าตา ดังเช่นคุณธิดาดังตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมา หรืออาจเป็นเพียงอุบัติเหตุสารเคมีกระเด็นเข้าตาระหว่างการทำงาน ซึ่งอาจจะเข้าเพียงเล็กน้อย
สารเคมีใกล้ตัว      ในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีกันมาก อาทิเช่น คุณแม่บ้านใช้สารเคมีทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ ซึ่งมักจะเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กรดอ่อนๆ คุณพ่อบ้านก็อาจจะถูกสารเคมีจำพวกน้ำกรดที่ใช้เติมแบตเตอรี่รถยนต์ ขณะตรวจดูแบตเตอรี่ เกษตรกรอาจโดนสารเคมีฆ่าวัชพืช หรือปุ๋ย กรรมกรทำงานก่อสร้างอาจโดนปูนซีเมนต์เหลว นักเรียน นักศึกษาทำการทดลองวิทยาศาสตร์พลาด ทำให้สารเคมีกระเด็นเข้าตา เป็นต้น
อันตรายจากสารเคมี      อันตรายที่จะเกิดกับดวงตาด้วยสารเคมีจะมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมี ถ้าเป็นด่างจะรุนแรงกว่ากรด โดยทั่วไปกรดจะก่อให้เกิดผลเสียต่อดวงตาใน 2-3 ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะกรดจะตกตะกอนกับโปรตีนในเนื้อเยื่อทำให้เป็นด่านกั้นมิให้น้ำกรดซึมลึกลงต่อไป นอกจากนั้นกรดจะถูกลบล้างให้เจือจางลงด้วยน้ำในเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายที่มีฤทธิ์ค่อนข้างเป็นด่าง กรดจึงก่อให้เกิดผลเสียหายเฉพาะที่
ในทางตรงกันข้าม ด่างสามารถทะลุทะลวงเนื้อเยื่อของตาได้รวดเร็ว ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อลงไปเรื่อยๆ เป็นหลายๆชั่วโมง และหลายวัน ต่อมาตัวด่างจะรวมกับไขมันของเนื้อเยื่อหุ้มผิวทำให้เกิดการแตกสลายของเซลล์ ทำลายเนื้อเยื่อให้อ่อนนุ่มลงและละลายหรือสลายตัวได้เองในที่สุด ดังนั้น ด่างที่เข้มข้นที่เข้าตาจำนวนมากอาจทำให้ตาดำเปื่อยยุ่ยสลาย ทำให้ตาบอดได้
      นอกจากนี้ด่างหรือกรดแต่ละตัวก็มีความสามารถทำลายเนื้อเยื่อต่างๆกัน โดยทั่วไปด่างจะรุนแรงกว่ากรด และด่างหรือกรดแต่ละตัวก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน เช่น ในกลุ่มสารเคมีที่เข้าตา ด่างแอมโมเนียจะรุนแรงที่สุด  ตัวแอมโมเนียอยู่ในรูปแก๊สซึ่งมักจะถูกอัดไว้ในแท้งก์ ถ้าเกิดอุบัติเหตุแท้งก์ระเบิด ตัวแอมโมเนียจะรวมกับน้ำคือ น้ำตา ทำให้มีฤทธิ์เป็นด่างที่สามารถซึมผ่านกระจกตาได้ดีเข้าลึกถึงชั้นใน และทำลายส่วนต่างๆภายในลูกตาได้รุนแรงที่สุด  ด่างที่รุนแรงรองลงมาเป็นโซดาไฟ(NaOH) ทั้งในรูปผลึกหรือของเหลวที่มักใช้ในอุตสาหกรรม หรืออาจเป็นส่วนประกอบของน้ำยาทำความสะอาดบางชนิด ด่างที่มีความรุนแรงลดลงมาอีกคือแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) ซึ่งเป็นด่างที่อยู่ใน plaster หรือปูนซีเมนต์
จะลดอันตรายได้อย่างไร
      สารเคมีจะทำอันตรายต่อดวงตามากหรือน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมีแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารเคมีนั้นๆ ถ้าเข้มข้นมากก็จะทำลายดวงตาได้มาก และขึ้นอยู่กับเวลาที่สารนั้นอยู่ในตา ถ้าอยู่นานก็จะซึมผ่านกระจกตาเข้าสู่ภายในตา ดังเช่น กรณีน้ำกรดซึมเข้านัยน์ตาคุณธิดาอยู่นานถึง 1 ชั่วโมง จึงทำให้ตาดำได้รับอันตรายมาก
    ดังนั้น การรีบล้างสารเคมีออกจากตาทันทีทันใดจะช่วยลดอันตรายลง เมื่อมีสารเคมีเข้าตาควรรีบล้างตาทันทีด้วยน้ำสะอาดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ไม่จำเป็นต้องรอน้ำยาล้างตา น้ำประปาก็ใช้ได้ อย่าได้เข้าใจผิดว่าถ้าด่างเข้าตาให้ใช้น้ำกรดเข้าไปลบล้าง เพราะกรดจะทำปฏิกิริยากับด่างได้ก็จริง แต่ดวงตามิใช่ภาชนะที่จะรองรับปฏิกิริยาดังกล่าว ปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดความร้อนยิ่งทำลายดวงตามากขึ้นไปอีก
    ในทางปฏิบัติเมื่อคนเราถูกสารเคมีเข้าตา ต้องรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที วิธีล้างตาที่ได้ผลให้คนไข้นอนตะแคง พยายามลืมตาให้กว้างที่สุด ถ้าคนไข้ปวดตามาก และไม่ยอมลืมตาก็ให้ผู้ล้างพยายามถ่างหรือดึงหนังตาให้แยกออกจากกัน แล้วใช้น้ำสะอาดล้างให้ทั่วๆ เพื่อจะได้ชะสารเคมีให้หมด แล้วรีบมาพบแพทย์
     สารเคมีที่รุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้ การป้องกันมิให้ตาถูกสารเคมีจะดีที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเสี่ยงที่จะถูกสารเคมีก็ควรให้ความระมัดระวังอย่าประมาทเลินเล่อ ยกตัวอย่างเช่น แม่บ้านที่ใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ ควรใช้อย่างระมัดระวัง ใช้ตามคำแนะนำของฉลาก เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีฆ่าวัชพืชไม่ควรละเลยที่จะใช้สิ่งปกป้องใบหน้าและดวงตา ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสารเคมีควรจะมีหน้ากากคลุมใบหน้าไว้ เป็นต้น

หากเกิดเหตุสุดวิสัยสารเคมีเข้าตา ควรจะรู้วิธีปฏิบัติเพื่อลดความรุนแรงของภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีดังกล่าว

ความปลอดภัยด้านอัคคีภัยภายในอาคาร

Shawpat
1. ข้อควรปฏิบัติในกรณีฉุกเฉิน เมื่อพบเหตุ เพลิงไหม้

- ดึงอุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือในบริเวณใกล้
- ถ้าเพลิงยังมีขนาดเล็กพอที่จะดับเพลิงเองได้ให้ใช้ ถังดับเพลิงมือถือเข้าทำการดับเพลิง
- ถ้าคิดว่าไม่สามารถดับเพลิงได้ให้รีบอพยพหนี ออกจากพื้นที่ทันทีและให้ปิดประตูห้อง
- การหนีไฟให้ใช้บันไดเท่านั้น ห้าม! ใช้ลิฟต์โดย เด็ดขาด

ในกรณีไฟไหม้เสื้อผ้าที่สวมใส่

- หยุดห้ามวิ่งหรือเดินต่อ เพราะไฟจะลุกลามง่ายขึ้น
- ล้มตัวลงและนอนราบกับพื้น
- ใช้มือสองข้างปิดหน้าและแขนแนบลำตัว
- กลิ้งตัวทับไฟไป/มา จนกระทั่งเปลวเพลิงมอดดับ ก่อนร้องขอความช่วยเหลือ

เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณแจ้งเหตุเตือนภัย

- อย่าตื่นเต้น ตกใจ! และอย่าห่วงทรัพย์สิน
- อพยพออกจากพื้นที่เพื่อไปยังบันได โดยพยายาม สังเกตและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีควันหรือมีความร้อน
- เมื่อท่านอพยพออกมาจากอาคารได้แล้ว
- ห้ามกลับเข้าไปในอาคารอีกโดยเด็ดขาด
- หากท่านทราบหรือพบว่ายังมีคนติดอยู่ ภายในอาคารให้แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
- ให้รออยู่บริเวณที่ปลอดภัยภายนอก อาคารหรือบริเวณ ที่รวมพล พร้อมทั้งติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของอาคาร เพื่อแจ้งชื่อและรายละเอียดประจำตัวท่าน ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอย่างยิ่ง

2. ข้อควรปฏิบัติ (สำหรับบ้านพักอาศัย)

- ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับควันอัตโนมัติ บริเวณภายใน ห้องนอน และทางเดินหน้าห้องนอน หรืออย่างน้อยชั้นละ 1 ชุด
- จัดเตรียมถังดับเพลิงมือถือขนาด ที่สามารถใช้ได้ สะดวก อย่างน้อยชั้นละ 1 ชุด
- จัดเตรียมให้มีช่องทางออกจากอาคาร ที่สามารถ ใช้ได้ทุกเวลา และซ้อมการหนีไฟให้เคยชิน
- หน้าต่างที่ติดตั้งเหล็กดัด ต้องมีช่องที่เปิดได้อย่างน้อย 1 บานทุกห้อง
- ใช้งานด้วยความระมัดระวังและ หมั่นตรวจสอบสภาพ พื้นที่ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ห้องครัว ห้องบูชาพระ ห้องเก็บของ และห้องเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
- อย่าเก็บวัสดุไวไฟ น้ำมันก๊าด ทินเนอร์ ไว้ในบ้าน เป็นจำนวนมาก
- ไม้ขีดไฟ, ไฟแช็ค ให้เก็บไว้ในที่มิดชิดระวัง เด็กนำไปเล่น
- ขณะปรุงอาหารไม่ควรทำงานอย่างอื่น
- อย่าสูบบุหรี่บนเตียงนอน
- ก่อนเข้านอนให้ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า, เตาแก๊ส ฯลฯ

(สำหรับโรงแรม .. ก่อนเข้าพัก)

- ตรวจทางหนีไฟดูไว้อย่างน้อย 2 ทาง
- ตรวจตำแหน่งอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนภัยและอุปกรณ์ดับเพลิง
- ตรวจดูแผนผังอาคารที่ประตูห้องพักด้านใน เพื่อให้รู้ถึง ตำแหน่งห้องที่พักและทางหนีไฟ ที่ใกล้เคียงอย่างน้อย 2 ทาง
- ตรวจสภาพการเปิด-ปิดประตู บันไดหนีไฟจะต้องอยู่ใน สภาพที่ใช้งานได้ และไม่มีการปิดล๊อค
- ตรวจอุปกรณ์ตรวจจับควันไฟว่าติดตั้ง หน้าห้องพัก และในห้องพักหรือไม่
- ภายในห้องพักจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจจับควัน อัตโนมัติ และสังเกตสภาพความพร้อมในการทำงาน โดยดูที่ ไฟกระพริบสีแดงที่ตัวอุปกรณ์
- ภายในห้องพักควรจะมีอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย เป็นต้น

(สำหรับศูนย์การค้า .. ก่อนเข้าใช้บริการ)

- ตรวจทางหนีไฟ ศึกษาแผนผังอาคาร
- หมั่นสังเกตและตรวจสอบดูป้ายบอกทาง หนีไฟขณะ ใช้บริการ
- อย่าตกใจเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งเตือนภัยหรือไฟฟ้าดับ ให้รีบจูงเด็กเล็ก (ถ้ามี) เดินออกนอกอาคารทันที
ที่มา : คู่มือความปลอดภัยด้านอัคคีภัยภายในอาคารสำหรับประชาชน โครงการอบรม การป้องกันอัคคีภัยในอาคาร 4 ภาค จัดโดยสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ

การป้องกันและควบคุมหม้อไอน้ำ

     




















              หม้อน้ำ คือ ตัวต้นกำลังในโรงงานอุตสาหกรรม ประมาณกันว่าในประเทศไทยมีหม้อไอน้ำ ประมาณ 5000 ลูก อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือ การระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของโรงงานและผู้อาศัยอยู่ไกล้เคียง ดั้งนั้น ความปลอดภัยในการทำงาน เกี่ยว กับ หม้อน้ำ จึงจำเป็น อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุของหม้อไอน้ำระเบิด

 
1.สาเหตุมาจากโครงสร้าง
  • ต้นเหตุการระเบิดเนื่องจากโครงสร้างไม่ดี ขาดเทคนิคและเครื่องมือที่เหมาะสม
  • ใช้เหล็กผิดเกรดและความหนาไม่เหมาะกับแรงอัด หรือเกิดการผุกร่อน เพราะเก่าเกินไป
  • ลักษณะของการเชื่อมไม่ดี มีรอยร้าวและตามด ซึ่งเกิดจากความเครียดของรอยเชื่อมขณะทำการเชื่อม
  • ชนิดของลวดเชื่อมไม่เหมาะสมกับเหล็ก ที่ทำตัวหม้อไอน้ำ ทำให้รอยเชื่อมเกิดการร้าว และการผุกร่อนริมรอยเชื่อม
  • มีความเข้มข้นของทางแร่ธาตุภายในหม้อไอน้ำมากเกินไป
  • น้ำในหม้อไอน้ำมีออกซิเจนมาก ขาดเครื่องมือในการไล่ออกซิเจนในน้ำ
  • รอยเชื่อมมีรอยรั่ว ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ที่รอยรั่วจนเกิดการผุกร่อนขึ้น
  • น้ำที่ป้อนให้หม้ออไน้ำมีคุณสมบัติและคุณถาพที่ไม่ถูกต้องตามที่หม้อไอน้ำต้องการ และมีค่า PH ต่ำมีสภาพเป็นกรด
  • วาล์วนิรภัยสร้างไม่ถูกขนาด จึงระบายความดันออกไม่ทัน
  • ระบบอัตโนมัติหยุดเชื้อเพลิงไม่ทำงาน หรือไม่มีระบบอัตโนมัติ ทำให้เมื่อเกิดเปลวไฟดับภายในห้องเผาไหม้จะมีไอของเชื้อเพลิง จำนวนมากสะสมอยู่พอจุดไฟใหม่จึงระเบิดขึ้น
2.สาเหตุมาจากผู้ควบคุม
  • เปิดเตาแล้วทิ้งไว้โดยมิได้เปิดประตูจ่ายไอน้ำ หรือไม่ได้เอาไอน้ำไปใช้ และไม่ได้ลดเชื้อเพลิงลง
  • ไม่ได้ตรวจเช็ควาล์วนิรภัยทุกวัน
  • ไม่ได้ตรวจเช็คและทำความสะอาดเครื่องวัดระดับน้ำ และตรวจสอบแรงอัด Booster Pump ทุกวัน
  • ไม่ได้ตรวจเช็คเกจวัดแรงอัด ( ควรมีเกย์ วัด 2 ตัวเพื่อเปรียบเทียบ )
  • ไม่ได้ตรวจคุณสมบัติและคุณภาพของน้ำ
  • ไม่ได้ตรวจความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ำ ทำให้เกิดรอยร้าว ในลักษณะลายขาไก่
  • ภายในหม้อไอน้ำมีหินปูนเกาะหนา เนื่องจากไม่ได้ตรวจหม้อน้ำนาน (ควรตรวจทุก 3 เดือน )
  • มีน้ำมันหลงเข้าไปในหม้อไอน้ำ หรือน้ำแห้ง
  • หม้อไอน้ำเย็นตัวเร็วเกินไปทำให้เกิดความเครียดและรอยร้าวขึ้น
  • ไม่ได้ทำการตรวจซ่อมใหญ่อย่างน้อยปีละครั้ง 
คำแนะนำในการใช้หม้อไอน้ำ
  • ก่อนติดเตาทุกครั้งให้ตรวจก่อนว่า ในหม้อน้ำมีระดับที่เพียงพอหรือไม่การตรวจนี้ เป็นการทดสอบไปในตัวด้วยว่า ทางเข้า - ออก ของหลอด แก้วตันหรือไม่
  • หม้อน้ำที่ใช้ก๊าซหรือน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ให้ระบายลมภายในเตาก่อน เพื่อไล่ก๊าซที่อาจตกค้างอยู่ ในหม้อน้ำออกเสียก่อนจึงค่อยติดไฟ เพื่อป้อง กันการลุกไหม้โดยฉับพลันที่เกิดจากก๊าซที่ตกค้างอยู่ในเตา
  • ถ้าเกิดรั่วที่ลิ้นนิรภัย โดยที่ยังอยู่ภายใต้ความดันปกติ ห้าม ใช้วิธี เพิ่มน้ำหนักถ่วง หรือตั้งลิ้นนิรภัยให้แข็งขึ้น
  • ถ้าเกิดรั่วที่หม้อน้ำ ให้หยุดใช้หม้อน้ำทันที และต้องแก้ไขก่อนใช้งาน ต้องได้รับการตรวจเพื่อความปลอดภัย จากเจ้าหน้าที่ตรวจหม้อน้ำ ของ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือจาก วิศวกรที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ตามพระราชบัญญัติควบคุมวิชาชีพวิศวกรรม
  • ลิ้นนิรภัยที่ใช้ ควรเป็นแบบที่ทดสอบได้ง่าย อย่างน้อยควรมีการทดสอบเดือนละครั้ง ว่า ลิ้นนิรภัยยังทำงานได้ดีหรือไม่
  • หลังเลิกงาน เมื่อหยุดใช้หม้อน้ำทุกวัน ควรระบายน้ำทิ้งบ้าง โดยเปิดวาล์วน้ำทิ้งแล้ว นับ 1 - 10 เร็ว ๆ แล้วปิด เฉพาะแหล่งที่มีตะกอนมากควรระบายให้ถี่กว่านี้
  • ตรวจสอบความดัน ของเกจวัดความดันของน้ำที่สูบเข้าหม้อน้ำ ที่สูบเข้าหม้อน้ำถ้าวามดันขึ้นสูงผิดปกติแสดงว่าท่อสูบน้า เข้าหม้อน้ำจะตันแล้ว ต้องรีบแก้ไข ถ้าใช้ต่อไปน้ำอาจจะแห้งได้
  • ให้ใช้หม้อน้ำไม่เกินความดันตามที่กำหนด
  • หม้อน้ำที่มีตะกรันเกาะหนา 1/ 8 นิ้ว อาจจะต้องเปลืองเชื้อเพลิงในการทำให้ร้อนไปเปล่า ๆ ถึง 15 % ดังนั้น ถ้าล้างหม้อน้ำบ่อย ๆ ก็จะดี
  • ถ้าเกิดน้ำแห้งต่ำกว่าระดับหลอดแก้ว ต้องรีบดับไฟ และ ห้ามสูบน้ำ เข้าหม้อน้ำอย่างเด็ดขาด ต้องปล่อยให้เย็นลง และตรวจทดสอบ เพื่อ ความปลอดภัยก่อนใช้งานต่อไป
  • หม้อน้ำที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ควันดำที่เกิดขึ้นเนือ่งจากปรับหัวฉีด และส่วนของอากาศไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จึงควร หมั่นปรับแต่ง หัวฉีด เพื่อให้เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์
  • หม้อน้ำทุกลูกควรจะได้รับการตรวจทดสอบ เพื่อความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายสำหรับหม้อไอน้ำ
เพื่อความปลอดภัยควรมีอุปกรณ์ดังนี้
  1. ต้องติดตั้งวาล์วนิรภัย (Safety Valve ) อย่างน้อย 2 ชุด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของบ่าลิ้นนิรภัย ไม่น้อยกว่า 15 มิลลิเมตรที่สามารถตรวจ ทดสอบการใช้งานได้ง่าย สำหรับหม้อไอน้ำที่มี พื้นที่ผิว รับความ ร้อนน้อยกว่า 50 ตารางเมตร จะมีลิ้นนิรภัยเพียงหนึ่งชุดก็ได้ ในการติด ตั้ง ลิ้น นิรภัยต้องไม่มีลิ้นปิดเปิด คั่นระหว่างหม้อน้ำกับลิ้นนิรภัย และต้องมีท่อระบายหม้อไอน้ำ จากลิ้นนิรภัย ไปยังที่ที่เหมาะสมและปลอดภัย
  2. ต้องติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำ ชนิดหลอดแก้ว ไว้ในที่เห็นได้ชัด พร้อมลิ้นปิดเปิด เพื่อตรวจสอบระดับน้ำ และต้องมีท่อระบายที่เหมาะสม ทัง นี้ต้องจัดให้มีเครื่องป้องกันหลอดแก้วด้วย
  3. ต้องติดตั้งเครื่องวัดความดันไอน้ำ ขนาดหน้าปัทม์ เส้นผ่านศูนย์กลางไม้น้อยกว่า 100 มิลลิเมตร มีเสกลที่สามารถวัดความดันได้ถึง 1.5 - 2 เท่าของความดันใช้งานสูงสุดและต้องมีเครื่องหมายแสดง ระดับความดันอันตราย ไว้ให้เห็นโดยชัดเจน
  4. ต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าหม้อไอน้ำ ขนาดความสามารถอัดน้ำได้ อย่างน้อย 1.5 เท่า ของความดันใช้งานสูงสุด และความสามารถใน การสูบ น้ำเข้าต้องมากกว่า อัตราการผลิตไอน้ำ
  5. ต้องติดตั้งลิ้นกันกลับ ที่ท่อน้ำเข้า หม้อไอน้ำ โดยติดตั้งให้ใกล้หม้อไอน้ำ มากที่สุด และมีขนาดเท่ากับท่อน้ำเข้า
  6. ต้องติดตั้งลิ้นจ่ายไอน้ำ ที่ตัวหม้อไอน้ำ
  7. โรงงานที่มีหม้อไอน้ำตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป ที่ใช้ท่อจ่ายไอน้ำร่วมกัน ต้องติดตั้งลิ้นกันกลับ ที่ท่อหลังลิ้นจ่ายไอน้ำ ของหม้อไอน้ำ แต่ละเครื่อง
  8. หม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว เช่น น้ำมัน ก๊าซ ต้องติดตั้งเครื่องควบคุมความดัน และเครื่องควบคุมระดับน้ำอัตโนมัติ
  9. ต้องติดตั้งสัญญาณเตือนอัตโนมัติ แจ้งอันตราย เมื่อระดับน้ำในหม้อไอน้ำต่ำกว่าระดับใช้งานปกติ
  10. ต้องจัดให้มีฉนวนหุ้มท่อจ่ายไอน้ำโดยตลอด
  11. ท่อน้ำ ท่อจ่ายไอน้ำ ลิ้นปิดเปิด ทุกตัว และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้กับหม้อไอน้ำ ต้องเป็นชนิดที่ใช้กับหม้อไอน้ำเท่านั้น เหมาะสมกับความดัน ใช้งานด้วย
  12. หม้อไอน้ำที่สูงกว่าพื้น 3 เมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งบันไดและทางเดินไว้รอบหม้อไอน้ำ
  13. ต้องจัดให้มีลิ้นปิดเปิด เพื่อระบายน้ำ จากส่วนล่างสุดของหม้อไอน้ำ ให้สามารถระบายได้สะดวกไปยังที่ที่เหมาะสมปลอดภัย